แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lingo แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lingo แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2563

แบบฝึกหัดและคําศัพท์ที่เริ่มด้วยตัวอักษร Aa

แบบฝึกหัดและคําศัพท์ที่เริ่มด้วยตัวอักษร Aa

www.lingothailand.com 086-3391-1017





วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

17 สถานที่โลกตะลึงในปี 2014

17 สถานที่โลกตะลึงในปี 2014 

Kapook
1. มานาโรลา, อิตาลี (Manarola, Italy)



มานาโรลา คือ หมู่บ้านริมผาเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่นอกจากจะคัลเลอร์ฟูลด้วยสีสันของน้ำทะเลสีครามและสีน้ำตาลอมเทาของหน้าผาแล้ว ยังเขียวขจีไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นมาปกคลุมหินผา และไม่ว่าจะเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสหรือในยามราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว หมู่บ้านมาราโรลายังคงเปล่งประกายความสวยงามอยู่เสมอ แค่เห็นภาพยังสดชื่นขนาดนี้ ถ้าลองได้ไปเห็นของจริงละก็ บอกได้เลยว่างดงามเกินบรรยายค่ะ



2. ไร่องุ่นบนภูเขาในเมือง Martigny, สวิตเซอร์แลนด์ (Martigny, Switzerland)



มีหลายเส้นทางที่จะพาคุณเข้าสู่ไร่องุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟรับลมชิล ๆ การปั่นจักรยานบนเส้นทางที่ท้าทาย หรือจะเป็นการเดินเท้าเข้าไป ซึ่งหากว่าคุณมีกำลังเหลือเฟือก็ลองพิจารณาอย่างหลังดูนะคะ เพราะการเดินเท้าจะทำให้คุณได้สัมผัสความสวยงามของไร่องุ่นที่มีลักษณะเป็นขั้นบันไดแบบนี้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้เห็นวิวสวย ๆ ของปราสาทอันเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ได้อย่างชัดเจนเลย



3. ทะเลสาบบนปล่องภูเขาไฟ, อินโดนีเซีย (Kelimutu crater lakes in Flores Island, Indonesia)



แม้ภูเขาไฟจะเป็นสิ่งที่อันตรายและน่ากลัว แต่ใครจะรู้ว่าภายหลังจากที่มันดับสนิทแล้วมันจะกลายเป็นสถานที่น่าเที่ยว อย่างเช่นภูเขาไฟ Kelimutu ที่มันกลับกลายเป็นเสมือนบ่อน้ำสีฟ้าให้ทะเลสาบได้เข้าไปอยู่ในวงล้อมอย่างสวยงาม ที่สำคัญมันยังมีลาวาที่แข็งตัวกั้นกลางให้กลายเป็นบ่อน้ำขนาดยักษ์ถึง 2 บ่อ นอกจากนี้มันยังสามารถเปลี่ยนสีจากสีครามเป็นสีเขียว สีดำ และสีแดงได้ด้วย ซึ่งชาวท้องถิ่นเชื่อว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณที่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับของของพวกเขาต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่าง



4. เหมืองเกลือโบราณในเมือง Maras, เปรู (Salt mines in Maras, Peru)



นาขั้นบันไดหรือไร่องุ่นขั้นบันไดว่าสวยงามแปลกตาแล้ว หากได้มายลกับเหมืองเกลือแบบขั้นบันไดในเมือง Maras คุณจะอึ้งยิ่งกว่า ด้วยแนวคิดของบรรพบุรุษชาวอินคาที่มาทำเหมืองเกลือบนภูเขาและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินลัดเลาะเพื่อถ่ายภาพสวย ๆ ของเหมืองเกลือในมุมสูง รวมทั้งวิวของหมู่บ้านด้านล่างด้วย



5. สำนักสงฆ์เมทิโอร่า, กรีซ (The Meteora monasteries, Greece)



สำนักสงฆ์เมทิโอร่า ตั้งอยู่ในเมืองเทสซารี ที่สำคัญในเมืองนี้ยังมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่กว่า 24 แห่ง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะไฮไลท์อยู่ที่สำนักสงฆ์เหล่านี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ซึ่งคุณต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วันเพื่อเดินทางเข้าเยี่ยมชมความสวยงามของทิวทัศน์ และอย่าพลาดไปแวะเวียนไปที่ The Great Meteoron Monastery สำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดและยังมีความเก่าแก่ที่สุดนั่นเอง



6. โขดหินอูลูรู, ออสเตรเลีย (Uluru, Australia)



โขดหินอูลูรู (Uluru) หินทรายขนาดใหญ่ในอุทยานแห่งชาติ Kata-Tjuta ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งความใหญ่โตของมันยังทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดแม้จะอยู่ห่างไกลหลายกิโลเมตรก็ตาม ช่วงเวลาที่สวยที่สุดคงจะเป็นตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เมื่อดวงอาทิตย์สาดแสงสะท้อนกับพื้นผิวของหินทำให้เกิดแสงประกายสะท้อนกัน นอกจากนี้ในช่วงกลางคืนมันยังทำหน้าที่เป็นสถานที่สำหรับชมหมู่ดาวสวยงามแบบชัดเจนอีกด้วย



7. เกาะปอดะ, ไทย (Poda Island, Thailand)



ถือเป็นความน่าภาคภูมิใจของไทย เพราะเกาะปอดะก็ถูกจัดให้เป็นสถานที่สุดฮอตในปี 2014 ด้วยเป็นเกาะที่มีความสวยงามของทิวทัศน์รอบด้าน อีกทั้งน้ำทะเลยังใสแจ๋วและมีทรายสีขาวนุ่มเท้า นักท่องเที่ยวจึงไม่พลาดที่จะมาเยือนเกาะปอดะ นอกจากนี้คุณยังสามารถแวะเวียนไปเที่ยวเกาะที่อยู่ใกล้เคียงได้โดยใช้เรือหางยาวหรือสปีดโบ๊ท



8. เกาะสกาย, สกอตแลนด์ (Isle of Skye, Scotland)



หากมาเที่ยวสกอตแลนด์แต่ไม่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้ คุณจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแน่นอน เพราะมันเป็นเสมือนแลนด์มาร์กสำคัญด้านสถานที่ท่องเที่ยวของสกอตแลนด์ อีกทั้งความงดงามของมันยังเหมือนดินแดนในเทพนิยาย ทั้งภูเขา สายน้ำ และหมู่บ้านที่ถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติก นอกจากจะเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังเหมาะเป็นสถานที่สำหรับจัดงานวิวาห์หรือขอสาวแต่งงานอีกด้วย



9. หมู่บ้านสีฟ้าในเมือง Chefchaouen, โมร็อกโก (Village of Chefchaouen, Morocco)



เมือง Chefchaouen เป็นเมืองเก่าแก่ที่นอกจากจะมีประวัติศาสตร์ยาวนานแล้ว สถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ได้แก่ อาคารสีฟ้าขาว ที่ตั้งอยู่ทั่วบริเวณเนินเขา ซึ่งอาคารเหล่านี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมสเปนและแขกมัวร์ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมือง Chefchaouen ที่หาดูไม่ได้ในที่อื่นเลยค่ะ ที่สำคัญชาวบ้านยังเชื่อว่าการทาสีฟ้ายังช่วยไล่ยุงได้อีกด้วย



10. อุทยานแห่งชาติ Bryce Canyon, สหรัฐอเมริกา (Bryce Canyon National Park, USA)



อุทยานแห่งชาติ Bryce Canyon ตั้งอยู่ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐอเมริกา จุดเด่นของที่นี่ คือ หินผาที่เรียงรายกันด้วยความสูง สี และขนาดที่แตกต่างกันเป็นบริเวณกว้าง สำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เชื่อเลยว่ามันจะเป็นสถานที่ซึ่งคุณใฝ่ฝันอยากมาเยือนสักครั้ง นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวสวย ๆ ให้คุณได้เห็นหินผาในรูปทรงที่แตกต่างกันแบบสุดลูกหูลูกตาเลย ยิ่งในวันที่ฟ้าโปร่งด้วยแล้วมันเป็นที่ซึ่งเหมาะแก่การถ่ายรูปมากที่สุดเลย



11. จังหวัด Camiguin, ฟิลิปปินส์ (Camiguin, Philippines)



Camiguin เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ถูกกล่าวขานว่ามันเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ว่ากันว่าในทุก ๆ ตารางกิโลเมตรจะมีภูเขาไฟตั้งอยู่หนึ่งลูก นอกจากนี้ยังมีชายหาดสวย ๆ อีกหลายแห่งซึ่งเหมาะแก่การมาเที่ยวพักผ่อน ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะจังหวัด Camiguin ยังมีบ่อน้ำร้อนให้แช่กันเพลิน ๆ ด้วย ครบครันที่เที่ยวทางธรรมชาติเช่นนี้เอง มันจึงเป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอดปี 2014



12. เคปทาวน์, แอฟริกาใต้ (Cape Town, South Africa)



เคปทาวน์ ถูกยกให้เป็นเมืองที่ต้องไปเยือนสักครั้งจากการจัดอันดับของ New York Timesความโดดเด่นของเคปทาวน์ยังอยู่ที่วิวสวย ๆ ของภูเขาเทเบิลที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลซึ่งสามารถมองเห็นได้แต่ไกล นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวบริเวณภูเขาไลออนเฮดซึ่งมีลักษณะคล้ายหัวสิงโตที่ตั้งอยู่ริมทะเล ความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์เช่นนี้เองมันจึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตในปี 2014



13. เมืองโบราณแคปพาโดเชีย, ประเทศตุรกี (Ancient Region of Anatolia, Turkey)



แต่ก่อนเมืองโบราณแห่งแคปพาโดเซียยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่หลังจากมีการจัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น จุดเด่นอยู่ที่ปล่องหินธรรมชาติที่เรียงตัวกันอย่างสวยงาม ยิ่งถ้าหากคุณได้มีโอกาสชมความสวยงามของดินแดนแห่งนี้ในมุมสูงโดยการขึ้นบอลลูนละก็ รับรองเลยว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวที่คุณอยากมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า



14. อ่าวฮาลอง, เวียดนาม (Ha Long Bay, Vietnam)



อ่าวฮาลอง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอ ด้วยความสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทำให้อ่าวฮาลองถูกยกให้เป็นเป็นมรดกโลก จุดเด่นของอ่าวนี้ คือ มีเกาะหินปูนโผล่ขึ้นกระจาย ๆ ทั่วอ่าว ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,500 ตารางกิโลเมตร นับเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น



15. ทะเลสาบทาโฮ, สหรัฐอเมริกา (Lake Tahoe, USA)



ทะเลสาบทาโฮ เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ตั้งอยู่บนที่สูงที่สุดสูงในสหรัฐอเมริกา และยังกินพื้นที่ระหว่างสองรัฐ คือ แคลิฟอร์เนียและเนวาดา จุดเด่นของทะเลสาบทาโฮ คือ มันถูกล้อมรอบไปด้วยเทือกเขา โดยเฉพาะในช่วงที่มีหิมะโปรยปรายปกคลุมเทือกเขาก่อให้เกิดภาพที่สวยงาม มันจึงขึ้นชื่อเรื่องสถานที่พักต่างอากาศจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก



16. อุทยานแห่งชาติ Plitvice Lakes, โครเอเชีย (Plitvice Lakes National Park, Croatia)



Plitvice Lakes เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ในโครเอเชีย มันประกอบไปด้วยน้ำตกขนาดใหญ่และทะเลสาบกว่า 16 แห่ง นอกจากนี้ยังมีความสมบูรณ์ด้านธรรมชาติและมีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือในทะเลสาบหรือการเดินสำรวจป่าไม้สีเขียว และความสวยงามเช่นนี้เองที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนกว่า 1 ล้านคนต่อปี



17. สวนฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค, ประเทศญี่ปุ่น (Hitachi Seaside Park, Japan)



สวนฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค เป็นอีกหนึ่งสวนดอกไม้สุดตระการตาของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดอกไม้นั้นจะเบ่งบานในฤดูกาลที่ต่างกัน ทำให้คุณได้สัมผัสกับความแตกต่างของญี่ปุ่นในทุกฤดูกาลเลยก็ว่าได้ โดยในฤดูร้อนจะเป็นช่วงเวลาของดอก Nemophila ที่เบ่งบานทั่วทุ่ง, ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเป็นเวลาของดอกนาซิสซัสและดอกทิวลิปหลากสีสัน หรือในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ต้น kochia จะกลายเป็นสีแดง และดอกดาวกระจายสีต่าง ๆ บานสะพรั่งสุดลูกหูลูกตา เรียกว่าสวยงามในทุกช่วงเวลาจริง ๆ ค่ะ


เชื่อว่าแต่ละที่นั้นสวยเด็ดโดนใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยค่ะ ส่วนในปีหน้าฟ้าใหม่นี้จะมีที่เที่ยวใดน่าสนใจบ้างก็ต้องติดตามกันให้ดีนะคะ รับรองว่าเรามีที่เที่ยวเด็ด ๆ ที่พร้อมจะแนะนำเพื่อน ๆ อีกเพียบเลย

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไม? "นักบิน-แอร์" จึงเสี่ยง 2 เท่า ต่อการเป็น"มะเร็งผิวหนัง"

ทำไม? "นักบิน-แอร์" จึงเสี่ยง 2 เท่า ต่อการเป็น"มะเร็งผิวหนัง"

http://campus.sanook.com/





ผลการวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมแพทย์โรคผิวหนังอเมริกัน เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าผู้ที่ทำงานเป็น และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคผิวหนังมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า
งานวิจัยดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์รวบรวมงานศึกษาวิจัยจำนวน 19 ชิ้น ที่มีกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 266,000 คน พบว่าอัตราการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังของนักบินมีสูงกว่าบุคคลที่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปราว 2.21 ถึง 2.22 เท่าตัว ขณะที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะสูงกว่าคนทั่วไปอยู่ราว 2.09 หรือคิดเป็นอัตราเฉลี่ยราว 2 เท่าของคนทั่วๆ ไป โดยรายงานระบุว่าอัตราการเกิดโรคดังกล่าวเกี่ยวข้องกับรังสีอัลตราไวโอเลตที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างห้องนักบิน และหน้าต่างตัวเครื่องเข้ามาภายใน ขณะที่เครื่องบินบินอยู่ในระดับสูง
นักวิจัยระบุว่า ระดับความเข้มข้นของรังสีอัลตราไวโอเลตในระดับความสูง 30,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นระดับความสูงที่เครื่องบินโดยสารส่วนใหญ่ใช้บินนั้นจะมีอันตรายกว่าบนพื้นผิวโลกถึง 2 เท่า และระดับความเข้มข้นนั้นจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกในกรณีที่เครื่องบินบินผ่านกลุ่มเมฆหนาซึ่งส่งผลให้แสงแดดสะท้อนเข้ามาในตัวเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ จากผลการวิจัยดังกล่าวนักวิจัยระบุว่า แม้ว่ากลุ่มอาชีพนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะทราบดีถึงความเสี่ยงในการทำงานเกี่ยวกับรังสีไอออนไนซ์
แต่อันตรายซึ่งเกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นยังไม่ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นความเสี่ยงของงานอาชีพที่ต้องทำงานบนเครื่องบิน
อนึ่งในปีนี้ ในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือเมลาโนมา มากถึง 76,000 ราย โดยมีผู้ที่อาการหนักจนคาดว่าจะเสียชีวิตเพราะโรคนี้มากถึง 9,710 ราย

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

′นอนน้อย′ ทำสมองฝ่อ จริงหรือ?!


′นอนน้อย′ ทำสมองฝ่อ จริงหรือ?!

http://campus.sanook.com/



วารสารสถาบันประสาทวิทยาอเมริกันตีพิมพ์ผลการศึกษาระบุว่า ปัญหาการนอนไม่หลับเชื่อมโยงสัมพันธ์กับการเกิดอาการสมองฝ่อ หรือปริมาณเนื้อสมองลดน้อยลง หลังทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ วิจัยพบการเชื่อมโยงกันดังกล่าว
กลุ่มวิจัยทดลองโดยนำกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ 147 คน อายุ 20 ปี และ 84 ปี มาเข้ารับการตรวจสมองผ่านเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ 2 ครั้ง ซึ่งการสแกนสมองแต่ละครั้งจะมีความห่างเฉลี่ย 3.5 ปี
จากนั้นนักวิจัยได้ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน เช่น นอนนานเท่าไร, ใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะนอนหลับ, หรือจำเป็นต้องใช้ยาช่วยให้นอนหลับหรือไม่
หลังกระบวนการค้นคว้าพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 35 จากจำนวนทั้งหมดมีคุณภาพการนอนหลับย่ำแย่ และยังพบอีกว่า บุคคลที่มีปัญหาการนอนไม่หลับ มีขนาดสมองหดเล็กลงเป็นวงกว้างในหลายส่วน เช่น สมองบริเวณหน้าผาก, สมองบริเวณขมับ, หรือเนื้อสมองตรงผนังหุ้ม ซึ่งกรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดในคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม แคลร์ อี. แซ็กตัน จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัดว่าคุณภาพของการนอนหลับ เป็นสาเหตุ หรือเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองกันแน่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อเนื่องต่อไปในอนาคต เพราะหากการศึกษาในอนาคตชี้ว่าการปรับปรุงคุณภาพการนอนช่วยลดความเสี่ยงอาการสมองฝ่อ
ดังนั้น การแก้ไขพฤติกรรมการนอนซึ่งมีวิธีรักษาอยู่หลายหนทางก็อาจเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพของสมองได้นั่นเอง

Scribble นวัตกรรมปากกา 16 ล้านสีในแท่งเดียว

Scribble นวัตกรรมปากกา 16 ล้านสีในแท่งเดียว

credit: www.getscribblepen.com 



ทุกวันนี้เราอาจได้เห็นสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมสุดล้ำมากมาย แต่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น แม้กระทั่งปากกาที่เราใช้ขีดเขียนอยู่ในทุก ๆ วัน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมเครื่องเขียนเลยก็ว่าได้
Mark Barker และ Robert Hoffman ได้คิดค้นและประดิษฐ์  หรือปากกาที่ดูเผิน ๆ ก็ไม่ต่างจากปากกาทั่วไป แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานสุดล้ำราวกับว่า หลุดมาจากนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ ด้วยความสามารถในดูดสีต่าง ๆ จากสิ่งรอบตัวของเรา และเขียนสีนั้น ๆ ออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนจากต้นฉบับ โดยมีหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลสีได้มากกว่า 100,000 สี และสร้างโทนสีใหม่ได้มากกว่า 16 ล้านสี เรียกได้ว่าแทบจะครบทุกสีสันที่มีบนโลกนี้เลยทีเดียว
หลายคนอาจสงสัยว่าเจ้าปากกามหัศจรรย์แท่งนี้ทำงานอย่างไร ที่ก้นของปากกาจะมีสแกนเนอร์ขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ เพียงนำก้นปากกาไปทาบกับสีที่ต้องการ แล้วกดปุ่มเพื่อทำการสแกน กลไกด้านในก็จะทำการผสมสีดังกล่าวออกมาผ่านหมึกที่บรรจุไว้ ทำให้ปากกาแท่งนี้กลายเป็น ปากกา "สีอะไรก็ได้" ไปโดยปริยาย
เหมาะกับเด็ก ๆ นักออกแบบ ไปจนถึงผู้ที่มีปัญหาตาบอดสี อีกทั้งยังใช้เป็นปากกา Stylus ที่เก็บและส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์เสริมผ่านทางบลูทูททำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสีในการวาดรูปบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลตได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบ iOS หรือ Android
Scribble มีขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย ด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมน้ำหนักเบา ที่ใช้งานได้นานครั้งละ 15 ชั่วโมง หน่วยความจำ 1 GB และตลับหมึกที่ใช้เขียนได้ยาวถึง 30 ไมล์ วางจำหน่ายในราคา 79 เหรียญสหรัฐสำหรับปากกา Stylus และ 149 เหรียญ สำหรับชนิดหมึก ซึ่งคุณอาจแทบไม่ต้องซื้อปากกาด้ามใหม่อีกเลย นั่นหมายถึงการลดปริมาณขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วย ปากกา Scribble เปิดระดมทุนผ่านเว็บไซต์ถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งปัจจุบันระดมทุนได้กว่า 2 แสนเหรียญแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

มะเขือเทศกับสิว

มะเขือเทศกับสิว

credit: www.acnethai.com


เป็นของที่หาได้ง่ายในบ้านเราที่สามารถได้และยังมีประโยชน์กับผิว พรรณในด้านอื่นๆด้วยเช่น ช่วยกระชับรูขุมขน โดยในบทความนี้ก็จะมีวิธีเหล่านี้ไว้ให้เอาไปลองใช้กัน
การใช้มะเขือเทศเพื่อบำรุงผิวพรรณนั้นถือเป็นวิธีการที่เลิศมาก เนื่องจากคุณสมบัติของมะเขือเทศที่ช่วยทำให้ผิวเย็นและกระชับรูขุมขน มีปริมาณของวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิวและทำให้ผิวกระจ่างใส รวมถึงมีวิตามินเอซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างผิวสุขภาพดี เป็นกรดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยสร้างสมดุลให้กับผิว และช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินออกไป สารต้านอนุมูลอิสระในมะเขือเทศนั้นช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระต่าง ๆ ลองใช้มะเขือเทศเพื่อบำรุงผิวพรรณของคุณดูบ้างสิ
กระชับรูขุมขนด้วยมะเขือเทศและมะนาว
ผสมน้ำมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาวสด 2-4 หยด แล้วใช้สำลีชุบน้ำมะเขือเทศกับมะนาวที่ผสมไว้บนผิวบริเวณที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วใช้น้ำอุ่นเกือบเย็นล้างออกเพื่อทำให้รูขุมขนหดตัวลง และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น
รักษาสิวด้วยเนื้อมะเขือเทศ
ลองใช้วิธีนี้ในการรักษาสิวที่เรื้อรังไม่หายขาด บดมะเขือเทศสด แล้วทาให้ทั่วใบหน้า แล้วหลับตาพักผ่อนโดยทิ้งให้มะเขือเทศอยู่บนใบหน้าประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเกือบเย็น ใช้วิธีนี้ทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก็จะเห็นผล
ล้างหน้าด้วยมะเขือเทศ
หั่นมะเขือเทศออกเป็นครึ่งลูกแล้วนำมาถูให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที พยายามถูในบริเวณที่เป็นสิวหัวดำมากกว่าที่อื่น แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเกือบเย็น ใช้วิธีนี้เมื่อต้องการล้างหน้าพร้อมกระชับรูขุมขน และยังช่วยลดความมันส่วนเกินได้ด้วย
กระชับรูขุมขนด้วยมะเขือเทศ
ใช้เป็นสูตรกระชับรูขุมขนแบบเย็นและอ่อนโยน โดยคั้นให้ได้น้ำมะเขือเทศสดพร้อมดื่ม หั่นแตงกวาบาง ๆ แล้วบีบให้ได้น้ำแตงกวาลงไปในน้ำมะเขือเทศ คนให้เข้ากัน แล้วใช้สำลีทาให้ทั่วใบหน้า จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นพอสมควร ควรใช้วันละหนึ่งครั้งเพื่อให้ได้ผลดี

วิธีทำให้ผิวขาว 7 ข้อ ด้วยการดื่มน้ำอย่างถูกต้อง


วิธีทำให้ผิวขาว 7 ข้อ ด้วยการดื่มน้ำอย่างถูกต้อง
women.kapook.com





         1. จิบน้ำปริมาณน้อย ๆ แต่ทำเป็นประจำ

          สาว ๆ หลายคนเผลอกินตามใจปากจนเพิ่มพูนไขมัน และทำให้ผิวเกิดความหย่อนคล้อยจากไขมันที่สะสมโดยไม่รู้ตัว และวิธีแก้ที่แสนฮิต ก็คงหนีไม้พ้นการงดน้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารจานหลัก แล้วเลือกดื่มแต่น้ำเปล่าอัดเข้าไปเยอะ ๆ แต่มันไม่ใช่วิธีที่ดีต่อสุขภาพเลยนะจ๊ะ เพราะคุณมีโอกาสบวมน้ำได้ง่าย ๆ เลยล่ะ ฉะนั้นทำเพียงแค่จิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ลดอาหารแคลอรี่สูง และออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันจะดีกว่า

         2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อรักษาสมดุลค่า pH

          ค่า pH มีตั้งแต่ระดับ 0-14 ซึ่งสมดุล pH ที่เหมาะสมของร่างกายจะต้องอยู่ที่ระดับ 7 โดยคุณสามารถทำให้มันสมดุลได้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และเพื่อขับของเสีย ผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวเผยความกระจ่างใสได้อย่างเต็มที่ อ้อ ! นอกจากนี้ก็ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติ หลังจากใช้โฟม หรือล้างเครื่องสำอางออกแล้ว เพื่อเป็นการชำระสารเคมีตกค้างบนผิวให้หมดจดด้วยนะจ๊ะ

         3. ไล่สารพิษตกค้าง ด้วยน้ำสะอาดบริสุทธิ์

          น้ำดื่มสะอาดใสเป็นตัวช่วยดีท็อกซ์ และล้างสารพิษที่ทรงประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง เพราะเพียงแค่คุณดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายสักเล็กน้อยเป็นประจำ สารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายจากการกินอาหารสารพัดชนิดทุกวัน ก็จะถูกขับออกมาในรูปของปัสสาวะ ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อตัวการทำให้ผิวหมองคล้ำถูกขับออกไปจากร่างกายเรียบร้อยแล้ว ผิวขาวใสก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม

         4. ดื่มน้ำมากพอ ชะลอความเหี่ยวย่น

          เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าน้ำจะช่วยทำให้ผิวของเราชุ่มชื้น ยิ่งถ้าดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอเป็นประจำ ก็หมดกังวลเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นแห่งวัยไปได้เลย เพราะน้ำจะช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวให้เต่งตึง ไม่แห้งเหี่ยวและหย่อนคล้อย เอ้า ! รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ ควรรีบพกน้ำดื่มติดตัวเอาไว้จิบบ่อย ๆ แล้วนะจ๊ะ

         5. น้ำช่วยป้องกันสิวได้อยู่หมัด

          ผิวหนังชั้นนอกของเรามีรูขุมขนจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ และรูขุมขนเหล่านี้ก็มีโอกาสรับฝุ่น สิ่งสกปรก และมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมจนเกิดอาการอุดตัน เป็นสาเหตุให้เกิดสิวขึ้นได้ แต่น้ำจะเป็นตัวช่วยขับความสกปรกที่ฝังอยู่ในรูขุมขนเราออกไปอย่างสบาย ๆ ในรูปแบบเหงื่อ ดังนั้นคุณก็ควรต้องดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ

         6. เติมความชุ่มชื้นฉ่ำน้ำให้ผิว

          นอกจากเราต้องดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การอาบน้ำชำระล้างสิ่งสกปรก และเหงื่อไคลเป็นประจำทุกเช้าเย็นก็สำคัญไม่น้อย เพราะการอาบน้ำจะช่วยคืนความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย เคลียร์ผิวให้สะอาดหมดจดทุกรูขุมขน ที่สำคัญการขัดถูร่างกายก็เปรียบเสมือนการกระตุ้นให้เซลล์ผิวผลิตน้ำมันธรรมชาติออกมา อย่างนี้ผิวนุ่มชุ่มชื้นเต่งตึงจะรอดมือเราได้ยังไงล่ะเนอะ

         7. ลดความแห้งตึงของผิว

          หากลองใช้หลังเล็บขูดบนผิวหนังเบา ๆ แล้วปรากฏเป็นรอยสีขาวขุ่นเป็นทาง นั่นก็แสดงว่า ผิวของคุณกำลังขาดความชุ่มชื้นเข้าขั้นวิกฤตแล้วนะจ๊ะ ดังนั้นก็คงต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวอิ่มน้ำ เปล่งประกายความขาวใสวิ้งสะดุดตา

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

4 ขั้นตอนดื่มน้ำอย่างถูกวิธี...ชีวีเป็นสุข



4 ขั้นตอนดื่มน้ำอย่างถูกวิธี...ชีวีเป็นสุข

division.dwr.go.th 


น้ำ คือตัวการสำคัญที่ทำให้คนเราเจ็บป่วย แต่ละคนดื่มกินน้ำที่แตกต่างกันไปมีทั้งน้ำธรรมดา น้ำเย็น น้ำร้อน น้ำชา อัดลม น้ำผลไม้ น้ำนม ผลที่ได้จากการดื่มน้ำนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป อีกทั้งจำนวนมาก – น้อย จังหวะเวลาในการดื่มน้ำก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการโรคต่างๆได้ มีเคล็ดลับดีๆ ในการดื่มน้ำแบบง่ายๆ ที่ทุกท่านสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
 ขั้นตอนที่ 1. ดื่มน้ำให้เพียงพอกับน้ำหนักตัวร่างกายคนเรานั้นประกอบด้วยน้ำ 60 – 70 % เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเรา ตามสูตรที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดเอาไว้คนเราในแต่ละวันต้องดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักของตัวเอง ดังวิธีคำนวณข้างล่าง
น้ำหนักปริมาณน้ำที่ต้องการ จำนวนแก้ว
50
60
70
80
90
 1,650 CC/1.6  ลิตร
1,980 CC/1.9  ลิตร
2,310 CC/2.3  ลิตร
2,640 CC/2.6  ลิตร
2,970 CC/2.9  ลิตร 
8
10
11.5
13
14.5
 ถามว่า ทำไมต้องดื่มน้ำให้ได้ขนาดนั้น
ก็เพื่อความสมดุลของน้ำในร่างกาย เพราะร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ส่วนถ้าร่างกายขาดน้ำ ธาตุไฟก็จะโหมกระหน่ำ ธาตุลมกำเริบ ธาตุดินก็แห้งแตกระแหง หรือจะดูกันง่ายๆ เลือดเรานั้นต้องประกอบด้วยน้ำกว่า 60% ถ้าขาดน้ำเลือดก็จะข้นหนืด ทำให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายลำบาก หัวใจก็จะทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด เส้นเลือดบางเส้นมีขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องขยายส่องดูจึงจะมองเห็นท่านลองคิดดูว่าเลือดที่มันข้นหนืดจะเข้าไปในเส้นเลือดเล็กๆเหล่านั้นได้อย่างไร
สุดท้ายก็ทำให้เส้นเลือดอุดตัน สมองขาดเลือด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตไป ดังนั้น เราหันมาดื่มน้ำให้พอเพียงกับร่างกายต้องการกันดีกว่า
 ขั้นตอนที่ 2. ดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอน
ตื่นเช้าขึ้นมาขอแนะนำว่าอย่างแรกที่ทุกท่านควรทำก่อนอย่างอื่นเลยก็คือ ดื่มน้ำให้ได้ 2 – 5 แก้ว ดื่มน้ำอุ่นๆยิ่งดี เพราะน้ำอุ่นนั้นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง

ทำไมต้องดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน บางท่านแปรงฟันเสร็จแล้วก็จะไปทำธุระอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ อ่านหนังสือพิมพ์ ทานกาแฟ หรือทานข้าวเสร็จแล้วออกจากบ้านไปเลย จนลืมดื่มน้ำไป สาเหตุที่ให้ดื่มน้ำก่อนแปรงฟันก็เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านหลงลืมการดื่มน้ำ หรือถ้าท่านใดรู้สึกรังเกียจขี้ฟันของตัวเองก็ดื่มหลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่อย่าลืมดื่ม

 ขั้นตอนที่ 3. หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม และนม

อุณหภูมิโดยปกติของร่างกายคนเรานั้นอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าเราดื่มน้ำเย็นๆสัก 2 องศาเซลเซียส น้ำเย็นจะต้องไปดึงความร้อนของร่างกายมาทำให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากับร่างกาย การดูดซึมจะทำงานได้ ทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานและเสียเวลาในการปรับสมดุลให้คืนสู่ปกติ บางท่านเอาน้ำชาใส่กระติกน้ำแข็งแช่เย็นแล้วก็ดื่มทั้งวัน เวลาดื่มก็ชื่นใจดี แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่าท่านยิ่งดื่มมากเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น เพราะชามีฤทธิ์เย็น แม้ท่านจะดื่มแบบร้อนก็ตาม เมื่อชาเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว ความร้อนของน้ำจะหายไป เหลือแค่ฤทธิ์ของชาซึ่งเย็น และไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อเราดื่มน้ำชาแช่เย็นแล้วตัวเราจะเย็นมากขึ้นเพียงใด เหมือนร่างกายเราถูกแช่เย็น แถมยังเกิดลมเกิดแก๊สขึ้นมาอีกต่างหาก

ส่วนน้ำอัดลมนั้น ท่านดื่มแล้วรู้สึกเย็นซ่า ชื่นใจ จนบางคนติด ไม่ดื่มไม่ได้ จะดื่มทีก็ต้องดื่มแบบเย็นจัด ลองคิดดูว่าท่านได้อะไรจากน้ำอัดลมบ้าง นอกจากความเย็น น้ำตาล สารแต่งสี สารแต่งกลิ่น มีแต่สิ่งไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย

ส่วนนม ที่หลายท่านพยายามสอนให้ลูกให้หลานดื่มกันด้วยความเชื่อว่านมนั้นมีประโยชน์เหลือหลาย ว่าจะทำให้ตัวโตแข็งแรงแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก ชาวเอเชียเมื่อหย่านมแล้วร่างกายจะไม่ย่อยน้ำตาลแลกโตสในนม และสารเคซินในนมจะเหนียวจับตัวเป็นลิ่มเป็นก้อน ทำให้กระเพาะอาหารทำการย่อยสารเหล่านี้ลำบาก และยิ่งนิยมดื่มนมที่มีรสหวาน ดื่มนมแช่เย็นกันอีก ความหวานและความเย็นจากนมที่ท่านชอบดื่มกันก็สามารถสร้างปัญหาให้ร่างกายท่านได้ไม่ต่างอะไรจากน้ำอัดลม เช่นเดียวกัน
 ขั้นตอนที่ 4. ดื่มน้ำให้ถูกเวลา
    
 
-15 นาทีก่อนทานอาหาร
      - ระหว่างทานอาหาร
      - รับประทานอาหาร

ทั้ง 3 กรณีที่ยกมานี้เป็นช่วงเวลาที่คนเรามักดื่มน้ำ การดื่มน้ำในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นการดื่มน้ำที่ผิดเวลาอย่างมาก และเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้

ถ้าท่านดื่มน้ำก่อนทานอาหาร น้ำที่ท่านดื่มเข้าไปมันก็ไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร และพอท่านทานอาหารตามเข้าไป น้ำย่อยที่เข้มข้นสำหรับย่อยอาหารตามเข้าไป น้ำย่อยที่เข้มข้นสำหรับย่อยอาหารมันกลับเจือจางเสียแล้ว ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี อาหารไม่ย่อยและเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร พอเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหารเมื่อไหร่ก็เกิดพิษในร่างกายขึ้นมาเมื่อนั้น พิษที่เกิดขึ้นมาก็เป็นสาเหตุอาการเจ็บป่วยทั้งหลาย เช่นเดียวกับการที่ท่านดื่มน้ำระหว่างทานอาหารหรือดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ จะทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี

  แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีนี้
  1. ระหว่างทานอาหารควรดื่มน้ำแต่น้อยอย่างมากไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อให้น้ำย่อยมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้เต็มที่
  2. หลังทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ เพื่อให้กระเพาะได้ทำการย่อยอาหารเสียก่อน
  3. และที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำเย็น ในการย่อยอาหารนั้นกระเพาะต้องใช้ไฟฟ้าในการย่อยอาหาร ถ้าท่านดื่มน้ำเย็นเข้าไป ความเย็นจะเข้าไปดับไฟในกระเพาะ และเป็นสาเหตุให้อาหารไม่ย่อย เกิดอาการท้องอืด ท้องพองผะอืมผะอม อาเจียน ร้อนในอกในใจ บวมตามมือตามเท้า

    นั้นก็เป็น 4 ขั้นตอนในการดื่มน้ำอย่างถูกวิธี แล้วก็จะทำให้ชีวีเป็นสุข...!

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

คำน่ารู้ในการสมัครงาน Important Words and Phrases for job application




คำน่ารู้ในการสมัครงาน 

www.lingothailand.com 


คำน่ารู้ในการสมัครงาน


Application Form =แบบฟอร์มใบสมัครงาน 
Application Letter = จดหมายสมัครงาน 
Applicant / Candidate = ผู้สมัคร (งาน) 
To be completed in own handwriting. = เขียนใบสมัครด้วยลายมือตนเอง
Confidential = เป็นความลับ 
Photo attached here = ติดรูปถ่ายตรงนี้ 
Position applied for / Position sought / Position desired = ตำแหน่งที่สมัคร / ตำแหน่งที่ต้องการ 
Salary expected =เงินเดือนที่ต้องการ 
Resume = ประวัติส่วนตัว ประเทศอังกฤษใช้ (CV)
Sex = เพศ (ชาย ใช้ Male หญิง ใช้ Female) 
Present address = ที่อยู่ปัจจุบัน 
Permanent address = ที่อยู่ถาวร 
Date of birth = วันเดือนปีเกิด 
Age = อายุ 
Nationality = สัญชาติ 
Race = เชื้อชาติ 
Religion =ศาสนา (Buddhism = พุทธ Christian = คริสต์ Islam = อิสลาม) 
Height = ความสูง 
Weight =น้ำหนัก 
Identification Card (ID Card) = บัตรประจำตัวประชาชน 
Issued by = ออกให้โดย
Marital status = สถานภาพการสมรส (Single = โสด Married = แต่งงานแล้ว Widowed = เป็นหม้าย Divorced = หย่าร้าง) 
Person of notify in case of emergency = ผู้ที่จะติดต่อในกรณีเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน
Certificate degree obtained = ประกาศนียบัตรหรือปริญญาที่ได้รับ 
Military status = สถานภาพทางทหาร 
Experience / Previous employment = ประวัติการทำงาน
Reasons for leaving = เหตุผลที่ออกจากงาน 
References = บุคคลอ้างอิง บางแห่งใช้
Referees Applicant signature = ลายเซ็นผู้สมัคร